วันเสาร์ที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2559

รู้เรื่องของไหลไปกับอิง

ของไหล

ความหนาแน่น

ความหนาแน่นของวัตถุ(ใช้สัญลักษณ์โรห์อ่านว่า โรห์ rho) ที่มีสสารองค์ประกอบแบบสม่ำเสมอ คือ อัตราส่วนระหว่างค่ามวลต่อหน่วยปริมาตร

สูตรความสัมพันธ์
เมื่อ m คือมวลของสาร (กิโลกรัม), V คือปริมาตรของสาร (ลูกบาศก์เมตร)

ความหนาแน่นสัมพัทธ์(ความถ่วงจำเพาะ) คือ อัตราส่วนระหว่างความหนาแน่นของสารนั้นกับความหนาแน่นของน้ำที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส ซึ่งมีค่าเป็น 1000


ความดันในของเหลว

ความดันของของไหล คือ อัตราส่วนของแรงที่กระทำต่อวัตถุต่อหน่วยพื้นที่ที่สัมผัสกับของไหล
สูตรความสัมพันธ์ 
เมื่อ P คือ ความดัน มีหน่วยเป็น หรือพาสคัล (pascal:Pa)
      F
 คือ แรงที่ของเหลวกระทำต่อวัตถุ (นิวตัน)
      A คือ พื้นที่(ตารางเมตร) และเป็นพื้นที่ราบ (Flat area)

--> ความดันในของเหลวจะแปรผันตรงกับความลึกและความหนาแน่นของของเหลว

หากพิจารณาของเหลวที่มีความหนาแน่นโรห์อยู่นิ่งในภาชนะเปิดสู่บรรยากาศ

W เป็นน้ำหนักของของเหลวบนพื้นที่ A (หน้าตัดของทรงกระบอก) ดังนั้น

ให้ความดันบรรยากาศ คือ  เนื่องจากของเหลวอยู่ในสมดุล หรือ 

ดังนั้นที่ก้นแก้ว

จะได้

สูตรความดันสัมบูรณ์ 
คือ ผลรวมของความดันบรรยากาศกับความดันเกจ เรียกว่า ความดันสัมบูรณ์ (Absolute pressure)
 คือ ความดันที่ผิวของเหลวเท่ากับความดันบรรยากาศ
 เป็นความดันเนื่องจากน้ำหนักของของเหลวที่ระดับความลึก h เรียกว่า ความดันเกจ

จากสูตร สรุปได้ว่า ความดันในของเหลวชนิดเดียวกันที่ระดับความลึกเดียวกันมีค่าเท่ากัน โดยรูปทรงของภาชนะไม่มีผลต่อความดัน

--> แรงดันน้ำเหนือเขื่อน
                         
  จากรูป แรงดันของน้ำเหนือเขื่อน คำนวณได้จาก

   F คือ  แรงดันเฉลี่ยของน้ำที่กระทำกับเขื่อน
โรห์คือ  ความหนาแน่นของน้ำ
    คือ  ความยาวของตัวเขื่อน
  h  คือ  ความสูงของระดับน้ำ

-->หลอดแก้วรูปตัวยู
ของเหลวสองชนิดมีความหนาแน่น  และ  ไม่ผสมกันและไม่ทำปฏิกิริยากัน ใส่เข้าไปในหลอดแก้วรูปตัวยู ดังรูป

ขาทั้งสองข้างจะเท่ากันหรือไม่ก็ตาม แต่ปลายทั้งสองต้องเปิดสู่อากาศเดียวกันจะได้


--> เครื่องมือวัดความดันของของไหล

  • แมนอมิเตอร์
 
แมนอมิเตอร์ เป็นเครื่องมือวัดความดันของของไหลที่มีลักษณะดังรูป ส่วนสำคัญคือ หลอดรูปตัวยูมีของเหลวซึ่งมีความหนาแน่น โรห์ บรรจุอยู่ คำนวณความดันได้จาก

  P    คือ ความดันแก๊สในถัง
   คือ ความดันบรรยากาศ
 คือ ความดันเกจของของเหลวสูง d

  • บารอมิเตอร์
บารอมิเตอร์ เป็นเครื่องมือวัดความดันประเภทหนึ่งที่ใช้หลอดยาวปลายข้างหนึ่งปิด และปลายข้างที่เปิดคว่ำลงในอ่างปรอท
ความดัน 1 บรรยากาศ เป็นความดันเนื่องจากน้ำหนักของลำปรอทที่สูง 760 มิลลิเมตร

คำนวณความดันบรรยากาศได้จาก





กฎของพาสคัลและเครื่องอัดไฮดรอลิก

พาสคัล ได้ค้นพบว่า การเปลี่ยนแปลงความดันที่กระทำต่อของไหลในภาชนะปิดจะมีการส่งผ่านแรงทั้งหมดไปยังทุกจุดของของไหลและผนังของภาชนะ
ด้วยหลักการนี้ทำให้เกิดการประยุกต์ใช้เครื่องผ่อนแรงที่เรียกว่า "เครื่องอัดไฮดรอลิก" ซึ่งประกอบด้วยกระบอกสูบและลูกสูบสองชุดที่มีขนาดต่างกัน ดังรูป
กฏของพาสคัล
จากสูตรเมื่อ A2 > A1 จะทำให้ F2 > F1 เครื่องมือที่ทำงานโดยอาศัยหลักการเดียวกันนี้ ได้แก่ แม่แรงรถยนต์ รถแทรกเตอร์ เก้าอี้ทำฟัน และระบบเบรครถยนต์ เป็นต้น

เครื่องมือเหล่านี้จะมีการได้เปรียบเชิงกลดังสมการ
การได้เปรียบเชิงกล
แรงลอยตัวและหลักของอาร์คิมีดิส

หลักเกี่ยวกับแรงลอยตัวของวัตถุซึ่งอยู่ในของเหลวกล่าวว่า “แรงลอยตัวจะมีค่าเท่ากับน้ำหนักของของเหลวซึ่งมีปริมาตรเท่าวัตถุส่วนที่จม” มีค่าดังสมการ


  B   คือ แรงลอยตัว( buoyant force )
โรห์ คือ ความหนาแน่นของของเหลว
 V    คือ ปริมาตรของวัตถุส่วนที่จม

ความตึงผิว

แรงระหว่างโมเลกุลของของเหลวที่ดึงกันไว้ทำให้ผิวของเหลวราบเรียบและตึงเรียกว่า "แรงดึงผิว" แรงดึงผิวนี้จะมีทิศขนานกับผิวของเหลวและตั้งฉากกับขอบที่ของเหลวสัมผัส  ดังรูป

ความตึงผิว (surface tension:อ่านว่า แกมมา) เป็นสมบัติเฉพาะตัวของของเหลว คำนวณได้จาก

เมื่อ F คือขนาดของแรงดึงผิว (นิวตัน) , L คือความยาวของผิวสัมผัส(เมตร)


เมื่อพิจารณาแรง F ที่ดึงให้เกิดระยะเคลื่อนที่ทำให้ผิวของเหลวมีพื้นที่มากขึ้น งานที่ใช้ในการเพิ่มพื้นที่ผิวหาได้ดังนี้




นั่นคือ     
เมื่อ  เป็นพื้นที่ผิวที่เพิ่มขึ้น

ความตึงผิวของของเหลวแต่ละชนิดที่อุณหภูมิเดียวกันมีค่าไม่เท่ากัน สำหรับของเหลวชนิดหนึ่งความตึงผิวจะเปลี่ยนไปเมื่อของเหลวมีสารเจือ เช่น น้ำเกลือหรือน้ำสบู่จะมีความตึงผิวน้อยกว่าน้ำ และความตึงผิวจะลดลงเมื่ออุณหภูมิของของเหลวเพิ่มขึ้น

-->ความโค้งของผิวของเหลว ของเหลวในภาชนะจะมีผิวลักษณะโค้งนูนหรือโค้งเว้า ขึ้นกับแรงระหว่างแรงเชื่อมแน่น(cohesive force)ที่เกิดขึ้นระหว่างโมลุกุลชนิดเดียวกัน  กับแรงยึดติด(adhesive)ที่เกิดขึ้นระหว่างโมเลกุลต่างชนิดกัน ดังรูป

ความหนืด

ของไหลที่มีความหนืดมากจะมีแรงต้านการเคลื่อนที่อันเนื่องมาจากความหนืดของของไหล เรียกว่า "แรงหนืด"
แรงหนืดที่กระทำต่อวัตถุขึ้นอยู่กับขนาดความเร็วของวัตถุและแรงนี้มีทิศตรงกันข้ามกับการเคลื่อนที่ของวัตถุ

จอร์จ กาเบรียล สโตกส์์ ได้ทดลองหาแรงหนืดและพบว่า แรงหนืดแปรผันตรงกับความเร็วของวัตถุทรงกลมตัน ตามสมการ

F คือ แรงหนืดของของไหล (นิวตัน)
r คือ รัศมีของวัตถุทรงกลม (เมตร)
v คือ ความเร็วของวัตถุทรงกลม 
(อ่านว่า ETA) คือ ความหนืดของของไหล (นิวตันวินาที/ตารางเมตร หรือ พาสคัลวินาที)
พลศาสตร์ของของไหล

--> ของไหลในอุดมคติ มีสมบัติดังนี้
  • มีการไหลอย่างสม่ำเสมอ หมายถึงความเร็วของทุกอนุภาค ณ ตำแหน่งต่างๆของของไหลมีค่าคงตัว
  • มีการไหลโดยไม่หมุน คืออนุภาคจะไม่เคลื่อนที่ด้วยความเร็วเชิงมุม
  • มีการไหลโดยไม่มีแรงต้านเนื่องจากความหนืด หมายถึงไม่มีแรงต้านใดๆในเนื้อของของไหล
  • ไม่สามารถอัดได้ หมายความว่าของไหลมีปริมมาตรคงตัวมีความหนาแน่นเท่าเดิมตลอด
--> สมการความต่อเนื่อง

ให้       คือ พื้นที่หน้าตัดของท่อ                         ที่ของไหลไหลเข้า
 คือ พื้นที่หน้าตัดของท่อ                         ที่ของไหลไหลออก


จากรูป เมื่อของไหลอุดมคติไหลอย่างสม่ำเสมอผ่านหลอดที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เท่ากัน 
ปริมาตรที่ไหลผ่านพื้นที่ตัดขวาง ในเวลาจะเท่ากับปริมาตรของของไหลที่ผ่านพื้นที่หน้าตัด  ในเวลา ที่เท่ากัน

มวลของไหลที่ผ่านพื้นที่  คือ
มวลของไหลที่ผ่านพื้นที่  คือ

มวลที่ไหลผ่านแต่ละส่วนมีค่าเท่ากัน จะได้



จะพบว่า Av = ค่าคงตัว

เราเรียกสมการนี้ว่า สมการความต่อเนื่อง ซึ่งสรุปได้ว่าผลคูณระหว่างพื้นที่หน้าตัดกับอัตราเร็วของของไหลอุดมคติ ไม่ว่าจะอยู่ที่ตำแหน่งใดในหลอดจะมีค่าคงตัวเสมอ

-->สมการของแบร์นูลลี


พิจารณาที่ท่อส่วนล่าง
งานที่กระทำโดยแรง  
พลังงานศักย์
พลังงานจลน์ คือ  

พิจารณาที่ท่อส่วนบน

งานที่กระทำโดยแรง (ทิศตรงข้าม)
พลังงานศักย์
พลังงานจลน์ คือ 

งานจากแรงดัน = การเปลี่ยนพลังงานกล


จาก แทนค่าได้ 
นั่นคือ = ค่าคงตัว

สมการนี้เรียกว่า สมการของแบร์นูลลี ซึ่งกล่าวว่า
ผลรวมของความดันพลังงานจลน์ต่อหนึ่งหน่วยปริมาตร และพลังงานศักย์โน้มถ่วงต่อหนึ่งหน่วยปริมาตร ณ ตำแหน่งใดๆภายในท่อที่ของไหลผ่าน มีค่าคงตัว
ด้วยหลักการนี้จึงเกิดการประยุกต์ใช้ในการทำงานของเครื่องพ่นสี และการออกแบบปีกเครื่องบิน เป็นต้น

ที่มา : http://kruwrawut.blogspot.com/2013/10/blog-post.html